ดอลลาร์ร่วงลงสู่ Low ในรอบ 2 ปีครึ่งและ 6 เหตุการณ์เศรษฐกิจสำคัญประจำสัปดาห์

Dec 1st 2020
การเปิดตลาดลงทุนสหรัฐฯ หลังวันหยุดยาวเมื่อคืนนี้ไม่ค่อยสดใสนักดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 2 ปีครึ่งจากความเป็นกังวลของนักลงทุนที่มีต่อยอดผู้เชื้อโควิดรายวันที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น การล็อกดาวน์ในพื้นที่ใหม่ๆ ทั่วโลก ยอดการจับจ่ายใช้สอยในช่วงวันหยุดหยาวที่ผ่านมาและนโยบายการเงินจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในเดือนพฤศจิกายนที่พึ่งจะผ่านไปพบว่าสหรัฐฯ มียอดผู้ติดเชื้อโควิดใหม่เพิ่มขึ้นอีก 4 ล้านคน ยอดขายปลีกในร้านตัวแทนจำหน่ายลดลง 52% ในขณะที่ยอดค้าปลีกออนไลน์เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับปี 2019 จากการพิจารณาตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากำลังการบริโภคไม่ได้มีมากหรือปรับตัวขึ้นอย่างสดใสเหมือนกับตลาดหุ้น

ข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจที่อ่อนลงเช่นนี้มีแต่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เปราะบางอยู่แล้ว ยิ่งแย่ลงไปอีกนับตั้งแต่โควิด-19 เริ่มระบาด ดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่เคยวิ่งอยู่สูงกว่า 100 ก็ร่วงลงสู่ 92 อย่างที่เห็นในปัจจุบัน การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดและการที่บัญชีเดินสะพัดขาดดุลทำให้ดอลลาร์ไม่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน ยอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นกับมาตรการตอบโต้จากผู้ว่าการในแต่ละรัฐที่ห้ามไม่ให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มความกังวลว่าความเจ็บปวดที่ภาคธุรกิจต้องรับและอดทนมาตลอดจะยังต้องยืดระยะเวลาออกไปอีกจนกว่าวัคซีนจะมาจริงๆ

จากผลกระทบจากปัจจัยในภาพรวมที่ได้พูดถึงไป จึงทำให้ตัวเลขกิจกรรมในภาคการผลิตของชิคาโก ดัลลัสและยอดขายที่อยู่อาศัยมือสองหดตัวลงเมื่อวานนี้นักลงทุนกำลังเป็นกังวลกับตัวเลขที่จะประกาศออกมาในสัปดาห์แรกของเดือนใหม่เพราะตัวเลขเหล่านี้จะสะท้อนภาพความเป็นจริงของเดือนพฤศจิกายนที่ว่ากันว่าเป็นเดือนที่ดีที่สุดเดือนหนึ่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดจะเฝ้าจับตาดูยอดผู้ติดเชื้อใหม่ตลอดทั้งสัปดาห์อย่างใกล้ชิด ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ นายเจอโรม พาวเวลล์จะต้องแถลงต่อสภาคอนเกรสเกี่ยวกับนโยบายการเงินและเศรษฐกิจ เขาอาจถูกตั้งคำถามจากสภาเมื่อได้เห็นรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจในวันพุธนี้ซึ่งคาดว่าตัวเลขที่อยู่ในนั้นส่วนใหญ่จะแสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ


ยิ่งสิ้นปีขยับเข้ามามากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสที่นักลงทุนจะเริ่มทยอยปิดคำสั่งซื้อขายเพื่อทำกำไรและไปรอนับหนึ่งใหม่ในปีหน้าดังนั้นขาลงของดัชนีดาวโจนส์มากกว่า 300 จุดเมื่อคืนนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญและอาจจะลากยาวไปทั้งสัปดาห์ หากขาลงในสัปดาห์นี้รุนแรงพอที่จะทำให้นักลงทุนที่หลงอยู่กับฝันหวานขาขึ้นของเดือนพฤศจิกายนตื่นขึ้นมาได้ ดอลลาร์สหรัฐอาจอ่อนค่าลงมากกว่าที่เห็นอยู่ในตอนนี้ นอกเหนือจากแถลงการณ์ต่อสภาคอนเกรสของประธานเฟดแล้วยังมีข่าวและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจอื่นๆ ตลอดทั้งสัปดาห์ที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญดังนี้

1. การประชุมของธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA)
2. การรายงานตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 3 ของออสเตรเลีย
3. การรายงานตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 3 ของแคนาดา
4. การรายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซน
5. การรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (NFP) ของสหรัฐอเมริกา
6. การรายงานตัวเลขอัตราการจ้างงานของแคนาดา

นอกจาก 5 ตัวเลขเศรษฐกิจและ 1 การประชุมสำคัญด้านบนแล้วยังมีรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ การรายงานตัวเลขภาคการผลิตและตัวเลขที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตจาก ISM การรายงานตัวเลขยอดขายปลีกของออสเตรเลียและดุลการค้าของนิวซีแลนด์ที่นักลงทุนสมควรจับตามองในสัปดาห์แรกของเดือนสุดท้ายเป็นอย่างยิ่ง

สกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลียจะได้รับผลกระทบจากการรายงานตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 3ซึ่งเชื่อกันว่าจะเป็นตัวเลขที่ดีขึ้นเพราะรัฐบาลสามารถปราบโควิด-19 ได้สำเร็จในการระบาดรอบที่สองแม้ว่าจะยังคงมีความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับจีนอยู่ ส่วนผลการประชุมของธนาคารกลางออสเตรเลียที่พึ่งเกิดขึ้นไปเมื่อเช้านี้ ธนาคารกลางฯ ตัดสินใจคงนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ดังเดิมที่ 0.10%

ทางฝั่งยุโรปที่ยังไม่ได้หลุดออกจากสภาวะล็อกดาวน์อาจทำให้รายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันนี้ยังอยู่ในระดับต่ำหากเป็นเช่นนั้นจะยิ่งหนุนให้การประชุมชองธนาคารกลางแห่งสหภาพยุโรป (ECB) ในสัปดาห์หน้าต้องมีการดำเนินการสำคัญบางอย่างเกิดขึ้น การคาดการณ์ตัวเลขการจ้างงานในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาจากนักวิเคราะห์ไม่ดีเท่าไหร่ มีความเป็นไปได้ที่ตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐฯ จะชะลอตัวลง แต่หากนอนฟาร์มในวันศุกร์นี้ออกมาดี ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น ส่วนของแคนาดานักวิเคราะห์ประเมินเอาไว้เช่นเดียวกันกับของสหรัฐฯ และมีโอกาสเกิดขึ้นสูงกว่าด้วยหลังจากที่ตัวเลขของเดือนตุลาคมออกมาดีอย่างคาดไม่ถึง